วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้น ของ คุณเทพ รุ่งธนาภิรมณย์

พอดีผมไปเจอบทความนี้มาเลยเอามาฝากกันสำหรับนักลงทุน เอาไปปรับใช้ได้ครับ 



เครดิต  ดร.กฤษฎา เสกตระกูล

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เปิดประตู…สู่ยางแท่ง

       
        ทุกวันนี้เราเห็นคนส่วนมากใช้ถุงมือยางกันมากขึ้น ทั้งในส่วนของการทำอาหาร หรือป้องกันมือในขณะทำความสะอาด พื้นรองเท้ากันลื่น สายพานโรงงานเพื่อความสะดวกในการทำงาน ล้อรถยนต์ที่เห็นจนชินตา สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนอยู่รอบตัวเรา แล้วเราทราบกันหรือไม่ว่า สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด
        “ยางพาราเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ น้ำยางสดที่ออกมาจากต้น หรือจะนำไปทำเป็นยางแผ่นดิบก่อน หากต้องการเก็บไว้ใช้ได้นาน ก็จะมีกระบวนการทำยางแผ่นรมควัน หรือยางแท่ง นอกจากนี้ยังมี ยางก้นถ้วย (น้ำยางที่แข็งเป็นก้อนติดก้นถ้วยยาง) หรือเศษยาง ซึ่งยางแต่ละประเภทจะนำมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ใดนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน มาตรฐานของความสะอาด รวมทั้งความสะดวกในการแปรรูป เช่น อุตสาหกรรมยางล้อมักจะใช้ยางแท่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต
        แต่ถ้าหากให้ผู้อ่านลองนึกถึง ยางพารา เชื่อว่าหลายท่านคงต้องนึกถึงยางแผ่นรมควันเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อลองพิจารณาถึงปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติของไทย จะพบว่า ยางแท่งเป็นอีกผลผลิตหนึ่งที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปัจจุบันมีปริมาณมากกว่ายางแผ่นรมควันเสียอีก โดยจากสถิติยางไทย ของสมาคมยางไทยนั้น ปี 2543 ยางแผ่นรมควันมีผลผลิตอยู่ที่ 1,055,900 ตัน ซึ่งมากกว่ายางแท่งที่อยู่ที่ 868,200 ตัน แต่ใน 10 ปีให้หลัง ยางแท่งพลิกกลับมามีผลผลิตมากกว่ายางแผ่นรมควันแล้ว โดยในปี 2553 นั้น ผลผลิตยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 813,033 ตัน และยางแท่งอยู่ที่ 1,235,802 ตัน
        นอกจากนี้ หากมองในเรื่องของการส่งออกแล้ว ยางแท่งมีปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2553 มีปริมาณการส่งออกถึง 1,106,415 ตัน ซึ่งมากกว่ายางแผ่นรมควันที่อยู่ที่ 719,442 ตัน จากปริมาณการผลิตและปริมาณการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับชาวสวนยาง ผู้ผลิตยางแท่ง หรือผู้ประกอบการที่ใช้ยางแท่งเป็นวัตถุดิบ ดังนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับยางแท่งกันในเบื้องต้น
        ประเทศไทยเริ่มมีการส่งเสริมให้ผลิตยางแท่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยโรงงานยางแท่งแห่งแรกตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดนราธิวาส เริ่มแรกมีการเรียกเป็นทางการว่า TTR (Thai Tested Rubber) แต่เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียกตามหลักสากล จึงมีการปรับปรุง และเปลี่ยนชื่อเรียกมาเป็น STR (Standard Thai Rubber) ในปี พ.ศ. 2539 โดยมีการกำหนดชั้นยางไว้ 8 ชั้น คือ STR XL, STR 5L, STR 5, STR 5CV, STR 10, STR 10CV, STR 20 และ STR 20CV
        สำหรับการผลิตยางแท่งนั้น สามารถผลิตได้ทั้งจากน้ำยางสด และยางแห้งที่จับตัวแล้ว (เช่น ยางแผ่นดิบ ยางก้นถ้วย) โดยส่วนใหญ่โรงงานในประเทศไทยจะใช้ยางดิบในการผลิต ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตก็คือ การตัดย่อยยางดิบให้เป็นชิ้นเล็กๆ อย่างรวดเร็ว อบให้แห้งและอัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมให้ได้ตามมาตรฐาน (ที่มา : สถาบันวิจัยยาง) โดยกำหนดในเรื่องของปริมาณสิ่งสกปรก ปริมาณสิ่งระเหย สี และค่าความหนืด เป็นต้น สำหรับยางแท่งที่ผลิตจากน้ำยางสดนั้นแม้จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า เนื่องจากต้องนำมารวมกันในถังและใส่น้ำยาให้จับตัวกันเป็นก้อนก่อนจะไปถึงขั้นการตัดย่อยยางดิบ แต่จะมีคุณภาพที่ดี เพราะได้มาจากน้ำยางสดโดยตรง ส่วนยางแท่งที่ได้มาจากยางแห้งนั้น จะต้องดูคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาผลิตว่าเป็นเกรดใด มีสิ่งสกปรกเจือปนมากน้อยแค่ไหน อุตสาหกรรมที่มีการ


เครดิต  ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การลงทุนในทอง


ทองรูปพรรณ 

แม้ว่าทองรูปพรรณจะถูกตราหน้าว่าไม่ใช่รูปแบบที่เหมาะกับการลงทุนนัก เพราะมีต้นทุนสูง แต่ไม่มีใครห้ามถ้าเครื่องประดับสีทองอร่ามจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือการออมที่สามารถนำออกมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีที่ต้องการเหมือนที่ปู่ ย่า ตา ยาย เขาทำกันมา

"ต้นทุน"ที่ทำให้ทองรูปพรรณอาจจะไม่ใช่การลงทุนทองคำที่ดีที่สุดคือ ค่ากำเหน็จหรือค่าแรงในการทำให้ทองคำแท่งกลายเป็นทองรูปพรรณที่มีความสวยงามในฐานะเครื่องประดับ ทำให้ราคาขายทองรูปพรรณสูงกว่าราคาขายทองคำแท่ง ขณะที่เมื่อนำไปขายทองรูปพรรณยังถูกกดราคามากกว่าทองคำแท่งอีก

ตัวอย่างราคาทองคำที่สมาคมค้าทองคำประกาศไว้เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ทองคำแท่ง ขายออก15,650 บาท และรับซื้อคืน 15,550 บาท มีส่วนต่างแค่ 100 บาท หรือไม่ถึง 1%

แต่ถ้าเป็นราคาทองรูปพรรณ ราคาขายออก16,050 บาท และรับซื้อคืน 15,326 บาท ราคาต่างกันถึง 724 บาท หรือคิดเป็นต้นทุน 4.72% ต่อทองคำ 1 บาท

นอกจากนี้ยังมี ค่าสึกหรอจากการใช้งานเพราะทองคำที่ผ่านการใช้งานจะมีน้ำหนักทองคำลดลงไปบ้าง เมื่อนำไปขายให้กับร้านทอง ทางร้านจะนำไปชั่งน้ำหนักแล้วตีราคาตามน้ำหนักทองที่เหลืออยู่

ทุนอาจจะไม่หายไปไหน แต่กำไรที่จะได้ก็หดไปเยอะเลย


ทองคำแท่ง 

การลงทุนในทองคำแท่งน่าจะเป็นการลงทุนในทองคำที่น่าจะได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะนอกจากจะซื้อง่ายขายสะดวกแล้ว ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือต้นทุนการลงทุนต่ำกว่าทองรูปพรรณ

โดยทั่วๆ ไปทองคำแท่งที่ลงทุนกันจะมี 2 แบบคือ ความบริสุทธิ์ 96.5% และ 99.99% ซึ่งประเทศไทยนิยมการลงทุนในทองคำ 96.5% ขณะที่ต่างประเทศจะนิยมลงทุนทองคำ 99.99%

ถ้าเป็นทองคำแท่ง 96.5% ขนาดเล็กที่สุดที่นิยมซื้อขายกันจะมีน้ำหนักทองคำ 5 บาท ขยับขึ้นเป็น10 บาท 20 บาท และ 50 บาท

แต่ถ้าเป็นทองคำแท่ง 99.99% น้ำหนักทองคำเริ่มต้นที่จะสามารถลงทุนได้อยู่ที่ 100 กรัม 10 บาท 20 บาท และ 1 กิโลกรัม แต่โดยมากมักจะลงทุนกันที่ 1 กิโลกรัม

ห้างทองแม่ทองสุกแนะนำนักลงทุนไว้ว่าสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในทองคำ 99.99% ควรจะเริ่มต้นจากทองคำแท่ง 96.5% เสียก่อน เพราะมีการประกาศราคาที่เป็นมาตรฐานจากสมาคมค้าทองคำ แต่ถ้าเป็นทองคำแท่ง 99.99% อาจจะเหมาะกับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับการลงทุนทองคำแท่งอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ทองคำแท่ง 99.99% ยังใช้เงินลงทุนสูงกว่าทองคำแท่ง 96.5% ซึ่งทางห้างทองแม่ทองสุกระบุว่า ถ้าจะลงทุนทองคำแท่ง 96.5% มีเงินสัก 2 แสนบาทก็สามารถทำได้แล้ว แต่ถ้าเป็นทองคำแท่ง99.99% อาจจะต้องมีเงินทุนอย่างน้อย 1 ล้านบาท


เหรียญทองคำ 

ถ้าพูดถึง "เหรียญทองคำ"นักลงทุนทองคำในประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก แต่ถ้าเป็นนักลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะนักสะสมทองคำจะนิยมการลงทุนในเหรียญทองคำ โดยเหรียญทองคำที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักสะสมเหรียญทองคำทั่วโลก เช่น South African Krugerrand,Canadian Maple Leaf, Australian Gold Nugget,American Gold Eagle หรือ U.S. Eagles

นั่นเพราะนอกจากจะซื้อขายเหรียญทองคำได้ตามน้ำหนักของเหรียญแล้ว นักสะสมยังจะได้กำไรจากความนิยมในตัวเหรียญอีกด้วย ทำให้เมื่อบวกกันแล้วเหรียญทองคำมีโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่าการลงทุนในทองคำแท่งเสียอีก

เหรียญทองคำของสหรัฐอเมริกาที่นักสะสมเรียกว่า Double Eagle ออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1907 หรือ พ.ศ. 2450 ราคา 20 เหรียญสหรัฐ ซึ่งในขณะนั้นทองคำซื้อขายกันอยู่แถวๆ 20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เช่นกัน

แต่วันนี้เหรียญทองคำ Double Eagle ซื้อขายกันอยู่ประมาณ 1,250 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาทองคำแท่งยังลุ้นกันอยู่ว่าจะวิ่งไปถึง 1,000 เหรียญสหรัฐหรือไม่

ไม่ใช่เฉพาะเหรียญทองคำของต่างประเทศเท่านั้นที่จะเป็นการลงทุนทองคำที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนทองคำแท่ง เพราะเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดทองคำ หรือเหรียญทองคำของไทยก็ให้ผลตอบแทนที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน

ร.ต.อ.กุศิก มโนธรรมนายกสมาคมเหรียญกษาปณ์แห่งประเทศไทย และจักรฤกษ์ ธรรมโชโตประธานชมรมนักสะสมเหรียญ เคยบอกไว้ตรงกันว่า การลงทุนเหรียญทองคำจะไม่มีขาดทุน เพราะมีทั้งราคาทองคำ และราคาหน้าเหรียญเป็นประกัน

"ลงทุนทองคำมีทั้งโอกาสกำไรและขาดทุน แต่ถ้าเป็นเหรียญทองคำต่อให้ราคาทองคำตกไปจากวันที่ซื้อ ก็ยังมีราคาหน้าเหรียญเป็นเครื่องค้ำประกัน แต่ถ้าราคาทองคำขึ้น ราคาเหรียญก็ขึ้นไปด้วย และมีโอกาสขึ้นได้มากกว่าราคาทองคำ"จักรฤกษ์ กล่าว

เหรียญกษาปณ์ทองคำที่ระลึกมหามงคลพระชนมพรรษา 60 พรรษา หรือเหรียญ 60 พรรษา ที่ออกมาเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2530 น้ำหนักทองคำ 1 สลึงราคาหน้าเหรียญ 1,500 บาท พอมาถึงวันนี้ที่ราคาทองคำไปถึงบาทละมากกว่า 1.5 หมื่นบาท หรือสลึงละไม่ถึง 4,000 บาท แต่ในวงการนักสะสมเหรียญซื้อขายเหรียญนี้กันอยู่ที่ 8,000 บาท (อ้างอิงจากwww.mpcoin2007.com)

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีเหรียญทองคำที่ร้านค้าทองคำเป็นผู้ผลิต ซึ่งแม้ว่าไม่ได้อยู่ในข่ายเดียวกับเหรียญทองคำที่ออกโดยรัฐบาล แต่น่าจะเหมาะกับนักลงทุนทองคำมือใหม่ ทุนน้อย แต่อยากลงทุนทองคำแท่ง เพราะสามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ทองคำน้ำหนัก 1 บาท และ 2 บาท ความบริสุทธิ์96.5%

บุญเลิศ สิริภัทรวณิชประธานกรรมการ บริษัทออสสิริส ผู้ผลิต "เหรียญออสสิริส"บอกว่า การผลิตเหรียญทองคำที่มีน้ำหนักน้อยออกมา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ต้องการออมเงินในรูปของทองคำ

เหรียญทองคำเป็นกึ่งกลางระหว่างทองรูปพรรณที่สามารถใช้ประโยชน์ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับ และเป็นการลงทุนแบบทองคำแท่งแม้จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าทองคำแท่ง แต่ยังถูกกว่าทองรูปพรรณ

ถ้าเป็นเหรียญทองคำน้ำหนัก 1 บาท จะต้องบวกค่าธรรมเนียมจากราคาทองคำที่สมาคมค้าทองคำประกาศ 150-200 บาท และ 200-250 บาทสำหรับเหรียญขนาด 2 บาท


หุ้นเหมืองทอง 

ในบางช่วงบางเวลาหุ้นเหมืองทอง (ในต่างประเทศ) เช่น Barrick Gold Anglogold หรือ IAMGOLD น่าสนใจกว่าการลงทุนทองคำโดยตรงแถมยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทองคำเสียอีก เพราะต้นทุนการผลิตต่ำลง แต่ขายทองคำได้ราคาดีขึ้น

แต่ในประเทศไทยมี "หุ้นเหมืองทองคำ"เพียงตัวเดียวในตลาดหลักทรัพย์ คือ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์(THL) ซึ่งเป็นหุ้นในใจของนักลงทุนรายย่อยที่นิยมการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น แต่นักลงทุนหลายคนกลับตั้งชื่อเล่นให้หุ้นตัวนี้ว่า "คาทุ่ง" บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ มีบริษัทลูกชื่อ ทุ่งคำ ที่ได้สัมปทานเหมืองทองใน จ.เลย แต่จากการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2552 ปรากฏว่าขาดทุน 61 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 0.08 บาท

แถมผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินนี้ เพราะมีขอบเขตจำกัดในการสอบทาน

พอเข้าไปดูบทวิเคราะห์ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาในเว็บไซต์การเงินอันดับหนึ่ง settrade.com มีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส เพียงแห่งเดียวที่ออกบทวิจัยหุ้นตัวนี้มา (เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2552) โดยแนะนำให้ "ขาย"โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 0.84 บาท ขณะที่ราคาปิดในกระดานเมื่อวันที่28 พ.ค. อยู่ที่ 1.26 บาท

พร้อมกับประมาณการกำไรปี 2552 ไว้ที่ 33 ล้านบาท และ 99 ล้านบาท ในปี 2553 โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.04 บาทในปีนี้ และ 0.13 บาทสำหรับปี 2553 ขณะที่มีราคาต่อกำไร (PE) สูงถึง31.5 เท่า


กองทุนทองคำ 

กองทุนทองคำก็เหมือนกับกองทุนประเภทอื่นๆคือ รวบรวมเงินจากนักลงทุนรายเล็กรายน้อยแล้วนำไปซื้อทองคำมาเก็บไว้ แต่ไม่ได้คาดหวังจะซื้อขายทองคำแบบเก็งกำไร แต่จะทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงกับราคาทองคำในตลาดโลกเท่านั้น

และเช่นเดียวกับกองทุนรวมอื่นๆ คือ ต้องจ่ายค่าจ้างในการบริหารจัดการกองทุน ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของกองทุนทองคำในประเทศไทย เพราะไม่มีกองทุนทองคำเป็นของตัวเอง จึงต้องจัดตั้งกองทุนขึ้นมาและนำเงินที่รวบรวมได้ไปลงทุนในกองทุนทองคำในต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง ทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ ในอัตราประมาณ 1.3% - 2%

นอกจากนี้ แม้ว่าเราจะตัดสินใจซื้อกองทุนวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าราคาทองคำที่ซื้อได้เป็นเท่าไร เพราะต้องรออย่างน้อย 2 วัน หรือถ้าขายหน่วยลงทุนก็ยังไม่ได้รับเงินทันที ต้องรอเวลาเช่นเดียวกัน

แต่ข้อดีของกองทุนทองคำคือ ไม่ต้องเก็บทองไว้ให้นอนสะดุ้ง และมีเงินเพียงแค่หลักพันก็สามารถลงทุนได้แล้ว (สำหรับบางกองทุน) และถ้าอยากได้เงินปันผลซึ่งหาไม่ได้จากทองคำแท่ง บางกองทุนก็สามารถจัดให้ได้

ในตอนนี้มีกองทุนทองคำให้เลือกลงทุนอยู่ 5 กองทุน จาก 5 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ได้แก่ ทหารไทย โกลด์ ฟันด์(TMBGOLD) บลจ.ทหารไทย, เค โกลด์ (K-GOLD) บลจ.กสิกรไทย, เอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล โกลด์ ฟันด์ (IGOLD) บลจ.เอ็มเอฟซี, อยุธยา โกลด์ (AYFGOLD) บลจ.อยุธยา และ ทิสโก้ โกลด์ ฟันด์ (GOLDFUND) บลจ.ทิสโก้

ทั้ง 5 กองทุนลงทุนในกองทุนแม่กองทุนเดียวกันคือ SPDR Gold Trust กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดตั้งและจัดการโดยสมาพันธ์ทองคำโลก (World Gold Council) จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง คือ นิวยอร์กสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละตลาดจะมีเวลาการซื้อขายและสภาพคล่องแตกต่างกัน

แต่ไม่ใช่ว่าทั้ง 4 กองทุนจะเหมือนกันทั้งหมดเพราะแต่ละกองทุนจะมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันไป อาทิ ตลาดที่เข้าไปซื้อขาย และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

บลจ.ทหารไทย และอยุธยา ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาทองคำในประเทศ

แต่บลจ.กสิกรไทย บลจ.เอ็มเอฟซี และบลจ.ทิสโก้ เปิดทางให้ผู้จัดการกองทุนเลือกที่จะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ 


โกลด์ ฟิวเจอร์ส 

ของเล่นใหม่ของนักลงทุน และแม้ว่าโกลด์ฟิวเจอร์สจะเป็นเรื่องใหม่ แต่นพ.กฤชรัตน์ บอกว่าในช่วงนี้มีปริมาณการซื้อขายในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สเพิ่มมากขึ้น และนักลงทุนที่นิยมทองคำแท่งก็เข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นด้วย

ฟิวเจอร์สทองคำ (Gold Futuers) หรือโกลด์ฟิวเจอร์ส เป็นสัญญาซื้อขายทองคำที่มีทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ 96.5% เป็นสินค้าอ้างอิง

โกลด์ ฟิวเจอร์สก็เหมือนกับฟิวเจอร์สชนิดอื่นๆคือ นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในเวลาที่ทองคำเป็นขาขึ้นและขาลง แถมยังใช้เงินลงทุนต่ำกว่าการลงทุนทองคำโดยตรง เพราะการลงทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินตามมูลค่าทองคำที่ลงทุน แต่จะใช้วิธีการวางเงินหลักประกัน หรือที่เรียกว่า Margin

แต่ข้อเสียของโกลด์ ฟิวเจอร์ส คือ เป็นการลงทุนระยะสั้น เพราะแต่ละสัญญาจะมีระยะเวลาครบกำหนด และหากต้องการลงทุนต่อไปอีกก็ต้องใช้วิธีการ Roll Over ทำให้มีต้นทุนในการลงทุนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ถ้าคิดจะเข้าไปลงทุนคงจะไม่สามารถเดินดุ่มๆ เข้าไปได้ ต้องศึกษาและทำความเข้าใจเสียก่อน เพราะการลงทุนทองคำในรูปแบบนี้มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การซื้อทองคำแท่งมาเก็บแล้วรอเวลาขายทำกำไร ซึ่งในโอกาสหน้าเราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง 

ที่มา  โพสต์ ทูเดย์  

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นักลงทุนผู้โง่เขลา

     
     "เรา มักจะคุ้นเคยกันนักลงทุนในภาพของผู้ที่ถือเงินก้อนโตเพื่อเอาไปลงทุนในทาง เลือกต่างๆ เช่น ฝากธนาคาร พันธบัตร หลักทรัพย์ ปล่อยเงินกู้ ประกันชีวิต ทำธุรกิจ ฯลฯเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในรูปที่เป็นตัวเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนที่เป็นตัวเงินหรือการหวังผลตอบแทนที่เป็นตัว เงินนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของคำว่า "ลงทุน"เท่านั้น

     ไม่เพียงแต่นักลงทุนที่เรารู้จักกันดีเท่านั้นที่เป็นผู้ลงทุน ถ้าพิจารณากันดีๆแล้วเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนด้วยกันทั้งสิ้น การไปซื้อข้าวกินเราก็ต้องลงทุนในเรื่องของเวลาที่ต้องเสียไปในการเดินไป ซื้อข้าวเวลาในการกินข้าว ต้องจ่ายเงินค่าข้าวต้องใช้สมองไปกับการคิดว่ามื้อนี้จะกินอะไร ต้องใช้พลังงานในการเคี้ยวกลืน ย่อย ขับถ่าย แถมยังมีความเสี่ยง ถ้าเกิดอาหารไม่สะอาด อาหารเป็นพิษ

อาหารบางอย่างกินไปมากๆก็ไปสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง โรคอ้วน โรคไต ถ้าไม่กินข้าวหรือกินไม่ตรงเวลาก็เป็นโรคกระเพาะ โรคขาดสารอาหาร ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนในการกินข้าวเพื่อให้เราประทังชีวิตอยู่ ได้การที่เราเรียนหนังสือก็เป็นการลงทุนเช่นกัน

     ลงทุนเพื่อแลกมาซึ่งโอกาสในการประกอบอาชีพนั้นๆ ในความรู้ของสาขาวิชานั้นๆ อันที่จริงพฤติกรรมทุกๆอย่างของเราก็เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้สิ่งหนึ่งสิ่ง ใดมาโดยแลกกับการเสียอีกสิ่งหรือหลายสิ่งไป

     ไม่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรหรือลงทุนเพื่อให้ได้อะไรมาก็ตามก็จะมีการประเมิน ค่าของสิ่งที่เสียไปกับสิ่งที่จะได้มาโดยมีหลักอยู่ว่าให้เสียไปน้อยที่สุด และได้มามากที่สุดเสมอ ในเชิงธุรกิจถ้าเสียไปน้อยกว่าได้มาก็ถือว่าเป็นกำไร ถ้าเสียไปมากกว่าได้มาก็คือขาดทุน

     ซึ่งทุกคนก็หวังที่จะได้กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือถ้าอยู่ในภาวะ ที่ขาดทุนก็ขอให้ขาดทุนน้อยที่สุดเช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของ มนุษย์ การจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็ต้องให้ได้มากกว่าเสีย
หรือถ้าอยู่ในภาวะที่ "ไม่คุ้ม" ก็ให้เสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

     สำหรับแม่ของเรานั้นการเลี้ยงเรามาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกัน ถ้ามีการจัดอันดับนักลงทุนยอดแย่โดยการเปรียบเทียบต้นทุนกับผลตอบแทนที่ได้ รับ "แม่" คงเป็นอันดับหนึ่งของการจัดอันดับนี้แน่นอน
     

     ในหลักการลงทุนแล้วคงไม่มีนักลงทุนคนไหนลงทุนระยะยาวเป็น 20-30 ปี หรืออาจเป็น 40-50 ปี หรืออาจมากกว่านั้น โดยไม่สามารถคาดเดา คำนวณหรือประเมินค่าผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตได้เลยแม้แต่นิดเดียว เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนทุกประเภท แต่ก็ยังมีผู้หญิงทั่วโลกที่นิยมลงทุนแบบนี้อยู่ แน่นอนว่าทุกคนต้องมีแม่ แต่เคยคิดกันบ้างมั้ยว่าสิ่งที่แม่ลงทุนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเวลา เงิน ความรัก ความวุ่นวาย ต้องมานั่งร้องไห้ มานั่งปวดหัวกับเรา ต้องคอยกังวล คอยเป็นห่วง คอยดูแล คอยคิดถึง เอาใจใส่ ต้องลงทุนแบกเราไว้ในท้องตั้ง เดือน แถมยังมาโดนลูกด่า ลูกว่า บ้างก็ทำร้าย บ้างก็ฆ่า ทั้งหมดนี้นั้น แม่ลงทุนได้เพื่ออะไร แล้วผลตอบแทนจากการลงทุนของแม่ละ

     จริงอยู่ว่าการประเมินค่าของต้นทุนและผลตอบแทนที่ได้สิ่งหนึ่งก็คือความพอใจ และเต็มใจ ไม่น่าเชื่อว่าแม่บางคนเลี้ยงดูลูกมาด้วยความยากลำบากเป็นสิบๆปีแต่เพียงแค่ การที่ลูกเข้าไปกอดแม่แล้วบอกว่า "แม่ครับผมรักแม่ครับ" แต่ในใจแม่นั้นคิดว่าสิ่งที่เค้าลงทุนไปเป็นสิบปีนั้น...มันคุ้มค่าจริงๆ การที่เราทำผิดแต่ละครั้งก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับแม่เช่นกัน เป็นการทำให้แม่ต้อง "เสีย" เพิ่มขึ้น บางคนไปสร้างหนี้สร้างความเสียหายไว้ แม่ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม
    

     ที่สำคัญคือต้องเสียใจซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ แม้ว่าแม่นั้นอยู่ในภาวะที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น แต่เพียงแค่เราเข้าไปกราบเท้าท่านแล้วบอกว่า "ผมขอโทษครับแม่" กลับทำให้แม่รู้สึกว่าสิ่งที่เสียเพิ่มไปนั้นมันคุ่มค่าจริงๆ

     แม่ไม่อยากได้เงินทองหรือสิ่งนอกกายอื่นๆที่เสียไปกับเราคืนแม้แต่นิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการลงทุนไหนในโลกนี้ที่ต้นทุนที่ลงทุนกับผลตอบแทนนั้น สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างลงตัวทั้งๆที่ดูผิวเผินแล้ว ช่องว่างระหว่างต้นทุนกับผลตอบแทนที่ได้นั้นมันกว้างเหลือเกิน และกว้างเกินกว่าที่จะทำให้มันคุ้มทุน หรือ ได้กำไรภายในเสี้ยววินาที แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม่บางคนก็มิได้มีโอกาศสัมผัสกับภาวะ คุ้มทุน หรือ ได้กำไรเลยสักครั้งจากการลงทุนนี้
     

     จนกระทั่งสิ่งที่ลงทุนนั้นได้หายไปจากโลกนี้แล้ว หรือ แม่เองอาจจะมีลมหายใจไม่มากพอที่จะอยู่ให้ถึงวันนั้น ชั่วชีวิตชองแม่บางคนก็ยังมิได้สัมผัสกับคำว่า "คุ้มทุน" เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในโลกของนักลงทุน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ในโลกของความเป็นจริงการลงทุนเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ การลงทุนระยะยาวที่สิ่งที่ได้ดูจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป

     แถมยังไม่สามารถคาดเดาหรือประเมินผลตอบแทนได้เลยแม้แต่น้อยทั้งยังไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้เลย

     เมื่อรู้ว่าแม่มีต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงแบบนี้แล้ว เรายังจะไปเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นให้แม่อีกหรอ? แล้วอยากให้นักลงทุนผู้นี้ สัมผัสกับภาวะ "คุ้มทุน" สักครั้งในชีวิตบ้างหรือป่าว"

เครดิต : จิตเกษม คุระวรรณ

การลงทุนในหุ้นให้ประสบผลสำเร็จ (สำหรับมือใหม่)



1. ต้องมีความรู้
     ต้องศึกษาความรู้ทางด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ต้องศึกษาแนวทางการลงทุนในทุกแนวทางที่คุณสามารถหาอ่านได้ ซึ่งจะทำให้คุณมองเห็นข้อดี ข้อเสีย และมองเห็นหลักการที่เหมาะสมกับตนเอง และเมื่อลงมือปฏิบัติก็ควรให้ความยืดหยุ่นกับหลักการที่ได้สั่งสมมาให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น ... การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตนเองและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลวจะช่วยให้คุณมีมุมมองที่กว้างขึ้น

2. ต้องมีเงินลงทุน
    เงินลงทุนเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่ส่งผลต่อแผนการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง เช่น ถ้ามีเงินลงทุนน้อย การปรับเปลี่ยนพอร์ตฯ ก็เป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าไม่มีเงินเลยก็ต้องบังคับให้ไปเล่นในเงื่อนไขที่ยากขึ้น ซึ่งก็เสี่ยงสูง, สำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนค่อนข้างเยอะ การเข้าซื้อขาย การปรับเปลี่ยนพอร์ตฯ จะยากขึ้นตามจำนวนเงินลงทุนกับสภาพคล่องของปริมาณการซื้อขายต่อวันหรือต่อหุ้นของบริษัทนั้นๆ
... ควรระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตได้ ดังนั้นการวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตย่อมทำให้คุณได้เปรียบกว่า

3. ต้องมีเวลาติดตามการลงทุน
   ไม่มีการลงทุนในกิจการใด ที่คุณลงทุนไปแล้วไม่ต้องติดตามผลการลงทุนแล้วคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีได้ตามที่หวังไว้คุณต้องให้เวลาในการลงทุนให้เหมือนหรือเทียบเท่ากับการเปิดกิจการของตนเอง...ผลลัพธ์จากการลงทุนเหมือนเป็นตัวสะท้อนความพยายามที่คุณให้กับมัน อย่าลืมว่าคุณกำลังลงทุนให้กับตัวเองและครอบครัว

4. ต้องรู้จักบริหารจัดการเงินลงทุนให้เหมาะสมกับเวลาและเป้าหมายการลงทุนที่คุณได้วางแผนไว้
    ณ ที่นี้จะหมายถึงให้นำข้อ 1 ถึง 3 มารวมเข้าด้วยกัน และบริหารจัดการให้เหมาะสม หรืออาจพูดง่ายๆ ก็คือต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และให้เหมาะสมกับพอร์ตฯ การลงทุน ความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น
>>> สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ แผนการลงทุนจะแบ่งออกเป็นกี่แบบก็ตาม แผนการลงทุนดังกล่าวควรสอดคล้องกับเป้าหมายของตัวคุณเอง เช่น เป้าหมายของการลงทุนของคุณก็คือ ต้องการมีอิสระภาพทางการเงิน ดังนั้น แผนการลงทุน...อาจแบ่งออกเป็น
    แผนการลงทุนระยะสั้น เทรดแบบเก็งกำไร และนำกำไรที่ได้ไปซื้อหุ้นต้นทุนเป็นศูนย์เพื่อรับปันผล 

(ในแผนการลงทุนระยะยาว) และเมื่อพอร์ตฯ ขยายใหญ่ขึ้น คุณก็จะสามารถรับปันผลจากหุ้นต้นทุนเป็นศูนย์ได้มากพอกับรายจ่าย ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีอิสระภาพทางการเงินในที่สุด (ตามเป้าหมายของการลงทุนที่ได้วางไว้)

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตคือการลงทุน (ดร. นิเวศน์)

เป็นท่านอาจารย์ที่ผมชอบมากๆเลย เลยเอามาให้ดูกัน ได้ความรู้มากๆเลยครับ


ชีวิตคือการลงทุน (ดร. นิเวศน์) part 1



ชีวิตคือการลงทุน (ดร. นิเวศน์) part 2



ชีวิตคือการลงทุน (ดร. นิเวศน์) part 3


ดูแล้วได้ความคิดอะไรกันบ้างครับ บอกกันหน่อย
ส่วนผมได้เยอะเลย

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มารู้จัก Paypal กันก่อนดีกว่า

     PayPal คืออะไร ?
     PayPal คือธนาคารออนไลน์ ที่มีความน่าเชื่อถือสูงทั้งยังได้รับความนิยม ในกลุ่มคนที่ทำการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก
     PayPal ให้บริการอย่างไร ?
     PayPal มีหน้าที่ให้บริการในการรับ-ส่งเงิน เพื่อชำระค่าซื้อสินค้าหรือ บริการต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งเราสามารถเช็คยอดเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเอาเงินออกมาใช้ภายนอกได้ โดยการให้บริการของ PayPal เป็นให้บริการที่ไม่เก็บรายเดือนแต่อย่างไรและที่สำคัญเราสามารถสมัครใช้ บริการได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายในการสมัครใดๆ
     PayPal มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ?
     PayPal เปิดให้บริการมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้วและในขณะนี้มีผู้ใช้บริการทั่วโลก ประมาณ 100 ล้านบัญชี และได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้บริการของ PayPal ซึ่งหากท่านต้องการเลือกใช้บริการชำระเงินออนไลน์ที่ได้รับการยอมรับและน่า เชื่อถือน่าจะเป็น PayPal
     PayPal มีการรักษาความปลอดภัยดีแค่ไหน ?
     PayPal ได้ดำเนินการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา หากพบช่องโหว่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม ที่อาจจะทำให้เป็นช่องว่างในการเจาะข้อมูลเข้ามายักยอกเงินของคุณออกไป ทาง PayPal ก็จะรีบทำการแก้ไขโดยทันที ในส่วนของการเข้ารหัสข้อมูล ทาง Paypal ใช้การเข้ารหัสข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงสุด 128-bit (SSL 128-bit) สังเกตง่ายๆ คือ http:// จะเป็น https:// และมีรูปกุญแจ
     PayPal ให้บริการอะไรบ้าง ?
PayPal นั้นให้บริการอยู่หลายอย่าง และทั้งยังสนับสนุนการซื้อขายและการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เช่น ebay การสมัครของใช้บริการต่างๆ การโอนเงินไปต่างประเทศ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตามที่มีผู้ให้บริการ โดยขั้นตอนการใช้งานนั้นก็ง่ายมากแค่กรอกอีเมล์ที่เราได้สมัครไว้กับทาง PayPal และใส่จำนวนเงินและเข้าไประบบกรอกรหัสผ่านเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว
     PayPal มีข้อดีอย่างไร ?
     ลูกค้าต่างชาติให้การยอมรับและกล้านำบัตรเครดิตการ์ดมาชำระสินค้ากับ PayPal
ผู้ซื้อสามารถขอรับเงินคืนได้หากเกิดการโกง หรือไม่มีการส่งของ
ผู้ขายสามารถเรียกคือสินค้าได้หากผู้ซื้อเกิดโกงเรา
เป็นระบบที่ได้รับความเชื่อถือทั่วโลก โดยมีบริษัทชั้นนำเลือกใช้บริการ
เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงมากในขณะนี้
มีร้านค้ามากมายสมัครใช้บริการชำระเงินของ PayPal ทำให้มีความสะดวกในการซื้อขาย
มีสมาชิกให้ความไว้วางใจและเลือกใช้บริการทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคนในขณะนี้
ให้บริการรายเดือนฟรี สมัครฟรี



วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สร้าง Blogger อย่างไรให้ขายใน Amazon ได้

ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยขอนำมาเผยแพร่ครับ
     เห็นช่วงนี้มีถามกันเรื่อง blogger ว่าทำยังไงให้ขายของได้ ก็เลยมาเสนอแนวทางแบบมั่วๆ ของผมที่ผ่านมา ที่เคยทำแล้วมันขายได้มาฝากครับ
     1. ถ้าใครยังไม่เคยขายของ amazon ได้ก็ให้นึกก่อนว่าจะขายอะไร มองดูของใกล้ตัวก่อนก็ได้ครับ แล้วไปที่เว็บนี้  http://www.google.com/insights/search/?hl=en-US#
(ส่วนใครที่พอขายได้บ้างแล้ว ก็เอาของที่ขายได้นั้นแหละครับ มาค้นต่อ จะได้แตกคีย์ได้อีก)
ตรงเมนูขวามือ เลือก Filter ดังนี้
+ Product search
+ United State
+ Last 12 month
ใส่คำสินค้าที่สนใจ จะคำกลางๆ หรือ niche ก็ได้ครับ ที่ช่องซ้ายมือ แล้วกด search


     จากนั้น ให้ดู trend ของกราฟครับ ถ้ามันเป็นแนวตรง หรือได้เป็น trend เพิ่มขึ้นยิ่งดีครับ
จากนั้น ลงไปดูด้านล่างของจอ ที่ผมวงแดงๆ ไว้ อันนั้นและครับ ถ้าอันไหนว่าง ก็จัดไปเป็นชื่อ และ url ของ blog เราเลยครับ กรณีเป็นชื่อยี่ห้อ ลองเอาไปค้นดูใน google ดูว่า มีเว็บอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจดชื่อยี่ห้อในโดเมนไหม ถ้ามี และเราใจกล้าหน่อยก็จัดเป็นโดเมนเราของ blogger เลยครับ
     2. มาถึงตอนสร้าง blogger แนะนำว่า 1 acc เอาพอประมาณ ทยอยสร้างวันละ 1-2 blog ครับ อย่าไปสร้างตูมเดียวเยอะๆ โอกาสโดนเก็บมีสูง theme ถ้าหา theme สวยๆ ได้ก็เอามาใช้ครับ แต่ถ้าไม่มี ก็เอา theme ที่มันมีอยู่แล้วนี่แหละครับ ถ้า kw โดนจริง ก็ขายได้ครับ ใครจะใส่ plugin ขาย amazon ของ blogger ก็ได้ครับ แต่ส่วนตัวผมไม่ใส่ หุๆๆ
     3. post มือหรือใช้เครื่องมืออะไรก็แล้วแต่ เอาวันละ 1-2 เรื่องก็พอครับ อย่าใจร้อน จากนั้นเอา url โดเมนเราไป post ที่บอร์ดหรือเว็บไหนที่ bot เยอะๆ ทำเป็นสะพาน bot ให้เว็บเรา index ครับ ถ้า bot เยอะ อีกวันนึงก็จะ index จากนั้น เราก็ค่อยหาลิงค์ใส่วันละนิดละหน่อย ให้มันโตครับ อย่าใส่ตูมเดียว ช่วงนี้พี่ goo เค้าเข้มจัดครับ
ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ลองทำไปซัก 20 blog up ผมว่าก็น่าจะขายได้แล้วครับ ลองดูนะครับ ผมเองตอนนี้มีประมาณ 50 blog แต่ที่ขายได้ยังแค่ 4-5 blog ครับ แต่ก็ไม่ได้ถอดใจ ก็สร้างไปเรื่อยๆ คิดไว้ว่า อันที่ยังขายไม่ได้ มันยังโตไม่พอ และยังไม่ถึงเวลาของมันครับ
เท่าที่สร้างมาแบบไม่ใจร้อน ก็ยังอยู่ครบดีหมดทุก blog ทุก acc แถมบาง blog ขายของแพงได้บ่อยกว่าเว็บ .com ด้วยซ้ำ
      หวังว่า ประสบการณ์ที่บอกเล่ามานี่น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ให้มีกำลังใจมากขึ้นนะครับ
ช่วงนี้ผมก็แวะมาดูเรื่อยๆ ครับ แต่อาจจะไม่ค่อย ment ไม่ต้อง pm มาถามเพิ่มนะครับ มีอะไร ถามในกระทู้นี้ อันไหนตอบได้ก็จะตอบครับ และที่ ment ในกระทู้นี้ ก็เพราะเผื่อมีท่านอื่นช่วยตอบได้ก่อนครับ และมีเทพอีกหลายท่านอาจแวะมาแจมด้วย จะได้ประโยชน์กันหลายๆ ท่านเลย
เพิ่มเติม
     คำถามที่ 1 : 1 acc กี่ blog และ 1 acc สร้างได้กี่ blog และเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย
ผมตอบตรงๆ ว่าไม่รู้ครับ แต่ผมเอง 1 acc ไม่เกิน 10 blog ผมมีประมาณ 12 account ณ เวลานี้ ดังนั้น ครบ 120 เมื่อไหร่ ผมก็หยุดสร้างครับ หรือไม่ก็สมัคร acc ใหม่ บางคนบอกได้เป็น 100 อันนี้ใครใจกล้าก็ลองได้เลยครับ แต่พอดีผมขี้เกียจสร้างใหม่ เอาแบบว่าพอมีพอกินน่ะครับ เพราะเวลาโดนแบนทีมันเหนื่อยตอนจะสร้างใหม่ หุๆๆ
     คำถามที่ 2 : content ประมาณไหน ลิงค์ไป amazon กี่จุด
ผมลืมบอกไปว่า post content ผมใช้ สคริปต์ที่ขายในบอร์ดนี้นะครับ (ลองค้นดูครับ post amazon ใส่ blogger มีไม่กี่เจ้า) อีกอันนึงคือ bmg ครับ แต่ที่ขายได้ตอนนี้เป็นสคริปต์ตัวที่บอก bmg พึ่งรู้ว่าทำได้ ก็เลยพึ่งยิงใส่ (555++ แบบว่าฟังก์ชันมันเยอะเลยทยอยศึกษาน่ะครับ) แต่อย่างที่เทพหลายๆ ท่านบอก อยากได้อันดับดีๆ ต้องเขียนเองครับ แต่ผมขี้เกียจ เน้น kw เข้าว่า
ส่วนลิง์ไป amazon กี่จุด ประมาณ 3 ลิงค์ต่อ 1 บทความครับ
1. รูปภาพ
2. detail (อันที่ประมาณเขียนเป็นหัวข้อว่า product details)
3. Buy now

เครดิต : http://www.thaicreateblog.com/2011/05/blogger-amazon.html

Google Adsense คืออะไร

     Google จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างคนลงโฆษณากับเจ้าของเว็บอย่างเราๆ โดยคนที่ลงโฆษณานั้นจะจ่ายเงินลงโฆษณาตาม keywords ที่เขาต้องการ เพื่อดึงคนเข้ามาที่เว็บเขา โดยจ่ายเป็นราคาต่อ 1 คลิ๊ก (เรียกว่า PPC – Pay Per Click) เช่น จ่ายเงิน $0.05 ทุกๆ 1 คลิ๊ก โดยลงผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า Google Adwords แล้ว Google ก็จะนำโฆษณาของทุกคนมารวมๆกัน แล้วนำไปแสดงบนเว็บหรือ Blog ของเราๆท่านๆ ที่ได้สมัคร Google Adsense แล้วนำ Code มาแปะไว้ที่เว็บ ซึ่งจะเรียงตามราคา bid ของ keywords จากมากไปน้อย โดยเลือกแสดง ads ที่สัมพันธ์กับเว็บเรา เช่น เราทำเว็บเกี่ยวกับ Travel ท่องเที่ยว ก็จะมีโฆษณาเกี่ยวกับ Travel, Hotels ออกมา และเมื่อมีคนคลิ๊ก เจ้าของเว็บคือเรากับ Google ก็จะแบ่งเงินรายได้กัน เช่น $0.05 เมื่อกี้ เราอาจจะได้ $0.03 ซึ่งก็กลายเป็น win-win ทุกฝ่าย


     สรุป คนลงโฆษณา Adwords จ่าย $0.05 —-> Google (คนกลาง) $0.02 —–> เราที่แสดง Adsense (เจ้าของเว็บ) ได้ $0.03 คนลงโฆษณา Adwords จะได้ 1 คนคลิ๊กที่สนใจโฆษณาของเขา —> อาจจะซื้อสินค้าหรือบริการเขาก็ได้เราเจ้าของเว็บที่แปะ Adsense ได้เงินเมื่อมีคนคลิ๊กโฆษณา
Google เป็นคนกลาง,ระบบ ได้เงินส่วนแบ่ง
     พอจะนีกภาพออกนะรับว่าอยู่ดีๆ เงินที่จ่ายเรามาจากไหนกันหน้าตาของ Google Adsenseเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเรา Adsense ก็เลยมีหน้าตา รูปแบบให้เลือกมากมายเลยครับ โดยที่เราสามารถปรับแต่งสีสันเพื่อให้เขากับเว็บของเราได้


เครดิต : http://www.basicstep.net/what-is-google-adsense/

วินัยทางการเงินสร้างได้

    
     ปัญหาหนักใจของคนต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน เฉกเช่นคนทั่วไปที่ตั้งใจปรับปรุงตัวหรือพัฒนาศักยภาพบางอย่างให้กับตัวเอง คือ การสร้างวินัยในตัวเอง (Self-Discipline)
     ดังนั้น ในวันนี้เราจึงควรทำความรู้จักคำว่า วินัยกันให้ถ่องแท้ และมาร่วมกันค้นหาถึงอุปสรรคที่ทำให้ใครสักคนมีปัญหากับการสร้าง วินัยให้กับตัวเองในการทำอะไรบางอย่าง ไปจนถึงแนวทางช่วยเหลือให้ ใครก็ตามที่ต้องการวินัยสามารถสร้างและช่วยให้ วินัยนำพาไปสู่เป้าหมายได้ตามต้องการ
     “วินัยสำหรับบางคนหมายถึงการสูญเสียอิสระภาพ หรือสูญสิ้นความสะดวกสบายในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น คนที่ต้องการลดความอ้วนจะเสียอิสระในการกินตามพฤติกรรมเดิมๆ ของตนเอง คนที่ต้องการเก็บเงินในวัยเกษียณจะต้องสูญเสียอิสระในการ ช้อปปิ้งในปัจจุบันไปบางส่วน
      แต่ความจริงอีกด้านคือ วินัยหมายถึง อิสระภาพเพราะเมื่อวันที่เรามีวินัยในเรื่องใดๆ ก็ตาม จนถึงวันที่เป้าหมายเป็นจริง วันนั้นคือวันแห่งอิสระภาพ จากตัวอย่างก่อนหน้านี้ วันแห่งอิสระภาพของคุณผู้หญิงคนหนึ่งที่จะมีรูปร่างดีสมส่วน มีความมั่นใจมากขึ้นตามต้องการ หรือวันแห่งอิสระภาพของคนที่เก็บหอมรอมริบจนถึงวัยเกษียณที่สามารถมีวิถีชีวิตได้ตามต้องการ

2 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมวินัย
     1. กำลังใจ (Willpower) หรือสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระทำ โดยกำลังใจมาจากทั้ง แรงดึง และแรงดัน
         • แรงดึงที่มาจากความต้องการภายใน เช่น การกระทำใดๆ ที่สร้างให้ชีวิตเราเกิดความมั่นคงปลอดภัย และเกิดการยอมรับในสังคม
         • แรงดึงที่มาจากความศรัทธา เช่น ความเชื่อมั่นในศาสนา (ความดี ความถูกต้อง) ความเชื่อมั่นในตัวบุคคล หรือ ความเชื่อมั่นในหลักการ ทฤษฎี หรือปรัชญาใดๆ
         • แรงดันอันมาจากเงื่อนไขที่จำเป็น เช่น การถูกผูกมัดด้วยสัญญา ข้อกฎหมาย เช่น การต้องรายงานตัวต่อศาล เพื่อแสดงหลักฐานการประพฤติปฏิบัติที่ดีขึ้น หรือการต้องเก็บเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทุกเดือนแบบอัตโนมัติ เพราะเป็นข้อบังคับให้ทำและไม่สามารถยกเว้นได้
         • แรงดันอันมาจากเงื่อนไขที่ทำให้กลัว เช่น ความกลัวความสูญเสียจากอุบัติเหตุ จึงทำให้ต้องทำประกัน และจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอ ความกังวนห่วงบุตรหลานมีอนาคตไม่สดใส จึงตั้งใจเก็บหอมรอมริบ ส่งเขาเหล่านั้นให้ได้เรียนสูงๆ
     2. ค่านิยม (Value) หรือเราอาจเรียกว่าเป็นมาตรฐานของสังคม หรือคนส่วนใหญ่ ที่ช่วยให้เราคงพฤติกรรมใดๆ ให้เป็นไปตามที่สังคมยอมรับหรือที่สังคมยึดถือปฏิบัติกัน เช่น ในบางสังคมจะมีค่านิยมทางวัตถุ ต้องมีของใหม่ ทันสมัย ใช้สอย อวดประชันกัน ด้วยค่านิยมเช่นนี้ ก็จะทำให้เราตั้งใจซื้อหาและยอมเสียความสบายบางส่วนเพื่อแลกกับวัตถุที่เป็นที่นิยมของสังคม และยอมมีวินัยกับการผ่อนซื้อสินค้าเหล่านั้น หรือในบางสังคมที่มีค่านิยมในการเก็บหอมรอมริบ กับทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ก็จะทำให้คนในสังคมนั้น มีวินัยในการเก็บเงิน โดยอัตโนมัติ

3 ปัจจัยสำคัญ บั่นทอนวินัย
      1. การเสียขวัญ และกำลังใจ เช่น การรู้สึกถึงความไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการยอมรับ หรือ การไม่ได้รับผลตอบแทนที่ควรจะได้ (เช่นในภาวะเศรษฐกิจตก หุ้นตก กองทุนผลตอบแทนลด) เหล่านี้จะทำให้เราหยุดการกระทำที่ควรทำ อันจะนำไปสู่การไม่สามารถรักษา วินัยที่ดีไว้ได้
         2. ความจำเป็น อันเกิดมาจากการถูกบังคับข่มขู่ ความขัดสน การต้องตอบแทนพระคุณ หรือการถูกล่อลวง
         3. กิเลส อันมาจากความอยาก ความประมาท ความคับข้องใจ ฯลฯ(คุณลองใส่ที่มาของกิเลสของคุณดู)

การสร้างวินัยทางการเงินทำได้อย่างไ
     จากปัจจัย ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหรือปัจจัยที่บั่นทอน วินัย หากเราทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถรักษาวินัยทางการเงิน หรือ สร้างวินัยทางการเงินได้ โดยอาจแบ่งได้เป็น 6 ข้อ ดังนี้
     1. สร้างแรงบรรดาลใจ : การเขียนข้อความระบุเป้าหมาย ติดตัว หรือติดไว้ในที่ที่จะพบเห็นได้บ่อยๆ เช่นที่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน หรือที่กระจกแต่งหน้าในห้อง หรือที่ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เช่น เก็บเดือนละ 20,000 ส่งลูกเรียนอเมริกาหรือ มีบ้าน 10 ล้าน ภายในปี 2020” หรือ “MIT B-School MBA ใช้เงิน 3 ล้านบาทข้อนี้จะเป็นการสร้าง Willpower อันเกิดจากภายในของเราเอง ซึ่งสำคัญกว่าการสร้างคือ การคงความเป็น Willpower ให้อยู่กับเราโดยไม่ถูกแทรกแซงง่ายๆ ด้วยกิเลสต่างๆ
     2. สร้างการยอมรับจากภายนอก : การสื่อสารถึงพฤติกรรมที่ดีที่มีวินัยของตนเอง ต่อสมาชิกในครอบครัวเพื่อน หรือคนรอบข้าง โดยเฉพาะต่อคนที่มีนิสัยให้กำลังใจ และมองโลกในแง่ดี นอกจากจะได้รับกำลังใจที่ดีตอบกลับต่อพฤติกรรมที่ดีที่ทำแล้ว ยังเป็นการสร้างการยอมรับอันจะเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมที่จะรักษาวินัยเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะทำคนเดียวและเก็บไว้คนเดียว ชื่นชมคนเดียว หรือล้มเลิกไปง่ายๆคนเดียว
     3. กำหนดการผูกมัดที่ปรับเปลี่ยนยาก : เช่น การเพิ่มเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ การฝากเงินเพื่อเป้าหมายบางอย่าง ผ่านบัญชีที่ไม่สามารถเบิกถอนได้ง่ายๆ การบังคับตัดบัญชีเงินฝาก กับรายจ่ายประจำสำคัญเช่น ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าบัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน เป็นต้น
     4. ยอมรับพฤติกรรมที่ดี และไม่ดี : การตระหนักถึงพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรค หรือ สังคมที่มีค่านิยมที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างวินัยที่ดี เครื่องเตือนภัยที่ดี สำหรับการหลีกเลี่ยง ถ้าเราตระหนัก (การได้คิด ก่อนทำพฤติกรรมนั้นๆ) ถึงการกระทำใดๆ ว่าไม่ดี จะช่วยให้เราทำการกระทำนั้นๆ ลดลง หรือหยุดทำได้ในที่สุด
     5. ให้รางวัลสำหรับชีวิตที่มีวันัยบ้าง : ชีวิตที่เข้มงวดเกินไป แข็งตึงเกินไป เกินกว่าภาวะปกติของตัวเองจะทำให้การสร้างวินัยของเราเป็นงานที่เหนื่อยและยุ่งยาก ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่มีแนวโน้ม วินัยทางการเงินอ่อนแอ ก็ควรที่จะหมั่นให้รางวัลกับการมีวินัยทางการเงินบ้าง เช่น เมื่อสามารถมีวินัยในการเก็บเงิน หรือการใช้เงินมาสัก 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ควรที่จะให้รางวัลกับตัวเอง ด้วยการหาความบันเทิง หรือความสุขจากเงินเล็กๆ น้อยๆ ใส่ตัวด้วยการผ่อนการมีวินัยลงบ้าง (แต่ต้องไม่แสวงหาความสุขจนเกินไปแล้วทำให้เกิดภาวะ การมีวินัยทางการเงินหย่อนยายขึ้นเด็ดขาด)
     6. ออกห่างจากกิเลสทั้งปวง : การพาตัวเองเข้าใกล้กิเลสแห่งการใช้เงินทั้งหลาย นอกจากจะบั่นทอนวินัยทางการเงินของเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิตแล้ว ยังเสียงต่อความล้มเหลวในการจัดการการเงินในภาวะปกติด้วยดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ การนำตัวออกห่างจากกิเลสทั้งปวง เช่น ไม่ผ่านไปยังห้างสรรพสินค้าในช่วงเทศกาลลดราคา ลดการเข้าร่วมวงสนทนาที่มีแนวโน้มเชิญชวนให้ซื้อ ซื้อ ซื้อ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เช่นการพนัน วงสังสรรค์ที่เน้นการดื่มกิน ที่มีความถี่มาก และใช้ค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็น
     แนวทางทั้ง 6 คงไม่สามารถนำไปใช้ได้ดีกับทุกคน ในการสร้างวินัยทางการเงิน เพราะความต้องการภายในของแต่ละคนมีที่มาที่ต่างกัน มีแรงขับและแรงผลักที่แตกต่างกัน กิเลสของคนหนึ่งไม่ใช่กิเลสของอีกคนหนึ่ง ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไป และเหตุผลของการนำเสนอทางออกที่บทความนี้ได้พยายามสื่อให้กับทุกคน จะทำให้สุดท้ายแล้วผู้อ่านที่มีความตั้งใจจะมีวินัยทางการเงินจริงๆ จะสามารถพาตัวเองไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้ง่ายกว่าที่เคย

เครดิต : วีระพล บดีรัฐ  tsi-thailand