วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นักลงทุนผู้โง่เขลา

     
     "เรา มักจะคุ้นเคยกันนักลงทุนในภาพของผู้ที่ถือเงินก้อนโตเพื่อเอาไปลงทุนในทาง เลือกต่างๆ เช่น ฝากธนาคาร พันธบัตร หลักทรัพย์ ปล่อยเงินกู้ ประกันชีวิต ทำธุรกิจ ฯลฯเพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในรูปที่เป็นตัวเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนที่เป็นตัวเงินหรือการหวังผลตอบแทนที่เป็นตัว เงินนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของคำว่า "ลงทุน"เท่านั้น

     ไม่เพียงแต่นักลงทุนที่เรารู้จักกันดีเท่านั้นที่เป็นผู้ลงทุน ถ้าพิจารณากันดีๆแล้วเราทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักลงทุนด้วยกันทั้งสิ้น การไปซื้อข้าวกินเราก็ต้องลงทุนในเรื่องของเวลาที่ต้องเสียไปในการเดินไป ซื้อข้าวเวลาในการกินข้าว ต้องจ่ายเงินค่าข้าวต้องใช้สมองไปกับการคิดว่ามื้อนี้จะกินอะไร ต้องใช้พลังงานในการเคี้ยวกลืน ย่อย ขับถ่าย แถมยังมีความเสี่ยง ถ้าเกิดอาหารไม่สะอาด อาหารเป็นพิษ

อาหารบางอย่างกินไปมากๆก็ไปสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง โรคอ้วน โรคไต ถ้าไม่กินข้าวหรือกินไม่ตรงเวลาก็เป็นโรคกระเพาะ โรคขาดสารอาหาร ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนในการกินข้าวเพื่อให้เราประทังชีวิตอยู่ ได้การที่เราเรียนหนังสือก็เป็นการลงทุนเช่นกัน

     ลงทุนเพื่อแลกมาซึ่งโอกาสในการประกอบอาชีพนั้นๆ ในความรู้ของสาขาวิชานั้นๆ อันที่จริงพฤติกรรมทุกๆอย่างของเราก็เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้สิ่งหนึ่งสิ่ง ใดมาโดยแลกกับการเสียอีกสิ่งหรือหลายสิ่งไป

     ไม่ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรหรือลงทุนเพื่อให้ได้อะไรมาก็ตามก็จะมีการประเมิน ค่าของสิ่งที่เสียไปกับสิ่งที่จะได้มาโดยมีหลักอยู่ว่าให้เสียไปน้อยที่สุด และได้มามากที่สุดเสมอ ในเชิงธุรกิจถ้าเสียไปน้อยกว่าได้มาก็ถือว่าเป็นกำไร ถ้าเสียไปมากกว่าได้มาก็คือขาดทุน

     ซึ่งทุกคนก็หวังที่จะได้กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือถ้าอยู่ในภาวะ ที่ขาดทุนก็ขอให้ขาดทุนน้อยที่สุดเช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของ มนุษย์ การจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างก็ต้องให้ได้มากกว่าเสีย
หรือถ้าอยู่ในภาวะที่ "ไม่คุ้ม" ก็ให้เสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

     สำหรับแม่ของเรานั้นการเลี้ยงเรามาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกัน ถ้ามีการจัดอันดับนักลงทุนยอดแย่โดยการเปรียบเทียบต้นทุนกับผลตอบแทนที่ได้ รับ "แม่" คงเป็นอันดับหนึ่งของการจัดอันดับนี้แน่นอน
     

     ในหลักการลงทุนแล้วคงไม่มีนักลงทุนคนไหนลงทุนระยะยาวเป็น 20-30 ปี หรืออาจเป็น 40-50 ปี หรืออาจมากกว่านั้น โดยไม่สามารถคาดเดา คำนวณหรือประเมินค่าผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตได้เลยแม้แต่นิดเดียว เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนทุกประเภท แต่ก็ยังมีผู้หญิงทั่วโลกที่นิยมลงทุนแบบนี้อยู่ แน่นอนว่าทุกคนต้องมีแม่ แต่เคยคิดกันบ้างมั้ยว่าสิ่งที่แม่ลงทุนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเวลา เงิน ความรัก ความวุ่นวาย ต้องมานั่งร้องไห้ มานั่งปวดหัวกับเรา ต้องคอยกังวล คอยเป็นห่วง คอยดูแล คอยคิดถึง เอาใจใส่ ต้องลงทุนแบกเราไว้ในท้องตั้ง เดือน แถมยังมาโดนลูกด่า ลูกว่า บ้างก็ทำร้าย บ้างก็ฆ่า ทั้งหมดนี้นั้น แม่ลงทุนได้เพื่ออะไร แล้วผลตอบแทนจากการลงทุนของแม่ละ

     จริงอยู่ว่าการประเมินค่าของต้นทุนและผลตอบแทนที่ได้สิ่งหนึ่งก็คือความพอใจ และเต็มใจ ไม่น่าเชื่อว่าแม่บางคนเลี้ยงดูลูกมาด้วยความยากลำบากเป็นสิบๆปีแต่เพียงแค่ การที่ลูกเข้าไปกอดแม่แล้วบอกว่า "แม่ครับผมรักแม่ครับ" แต่ในใจแม่นั้นคิดว่าสิ่งที่เค้าลงทุนไปเป็นสิบปีนั้น...มันคุ้มค่าจริงๆ การที่เราทำผิดแต่ละครั้งก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับแม่เช่นกัน เป็นการทำให้แม่ต้อง "เสีย" เพิ่มขึ้น บางคนไปสร้างหนี้สร้างความเสียหายไว้ แม่ก็ต้องเสียเงินเพิ่ม
    

     ที่สำคัญคือต้องเสียใจซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ แม้ว่าแม่นั้นอยู่ในภาวะที่ต้องเสียเพิ่มขึ้น แต่เพียงแค่เราเข้าไปกราบเท้าท่านแล้วบอกว่า "ผมขอโทษครับแม่" กลับทำให้แม่รู้สึกว่าสิ่งที่เสียเพิ่มไปนั้นมันคุ่มค่าจริงๆ

     แม่ไม่อยากได้เงินทองหรือสิ่งนอกกายอื่นๆที่เสียไปกับเราคืนแม้แต่นิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการลงทุนไหนในโลกนี้ที่ต้นทุนที่ลงทุนกับผลตอบแทนนั้น สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างลงตัวทั้งๆที่ดูผิวเผินแล้ว ช่องว่างระหว่างต้นทุนกับผลตอบแทนที่ได้นั้นมันกว้างเหลือเกิน และกว้างเกินกว่าที่จะทำให้มันคุ้มทุน หรือ ได้กำไรภายในเสี้ยววินาที แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม่บางคนก็มิได้มีโอกาศสัมผัสกับภาวะ คุ้มทุน หรือ ได้กำไรเลยสักครั้งจากการลงทุนนี้
     

     จนกระทั่งสิ่งที่ลงทุนนั้นได้หายไปจากโลกนี้แล้ว หรือ แม่เองอาจจะมีลมหายใจไม่มากพอที่จะอยู่ให้ถึงวันนั้น ชั่วชีวิตชองแม่บางคนก็ยังมิได้สัมผัสกับคำว่า "คุ้มทุน" เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในโลกของนักลงทุน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้เกิดขึ้น แต่ในโลกของความเป็นจริงการลงทุนเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ การลงทุนระยะยาวที่สิ่งที่ได้ดูจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป

     แถมยังไม่สามารถคาดเดาหรือประเมินผลตอบแทนได้เลยแม้แต่น้อยทั้งยังไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้เลย

     เมื่อรู้ว่าแม่มีต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงแบบนี้แล้ว เรายังจะไปเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นให้แม่อีกหรอ? แล้วอยากให้นักลงทุนผู้นี้ สัมผัสกับภาวะ "คุ้มทุน" สักครั้งในชีวิตบ้างหรือป่าว"

เครดิต : จิตเกษม คุระวรรณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น